วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประวัติต้มยำกุ้ง

ประวัติต้มยำกุ้ง

ต้มยำเป็นอาหารพื้นเมืองที่คนไทยคุ้นเคยดี เพราะมีให้รับประทานทุกภาคและเป็นที่นิยมสำหรับชาวต่างชาติด้วย หนึ่งในเมนูต้มยำที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือต้มยำกุ้ง ต้มยำเป็นอาหารที่ครบรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานเล็กน้อยต้มยำมี 2 ประเภท ได้แก่ [2]ต้มยำน้ำใส ต้มยำน้ำใสเป็นต้นตำรับของต้มยำ เพราะอาหารไทยในอดีตนั้นมักจะไม่ใส่นมหรือกะทิและมักจะปรุงอย่างง่าย ๆ ไม่มีเครื่องปรุงอะไรมากนัก โดยต้มยำน้ำใสจะมีส่วนประกอบหลัก คือ เนื้อสัตว์ เช่น กบ ปลาช่อน ไก่บ้าน ฯลฯ และจะมีเครื่องเทศหลัก คือ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกทั้งสดและแห้ง ข่า เป็นต้นต้มยำน้ำข้น ต้มยำน้ำข้นถูกเข้าใจว่าเป็นต้นตำรับของต้มยำ แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นเพียงการพัฒนามาจากต้มยำน้ำใสอีกทีหนึ่ง เพราะเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 6 ช่วงที่ท่านเสด็จประพาสไปเสวยเหลาแถวสามย่าน สมัยนั้นมีเสหลาของคนจีนเข้ามาใหม่ร้านหนึ่ง เสหลาแห่งนั้นทำต้มยำกุ้งใส่นมเป็นน้ำข้นชาวต่างชาติจะรู้จักต้มยำกุ้งมากกว่าต้มยำชนิดอื่นๆ โดยต้มยำจะใส่เนื้อสัตว์หรือผัก-สมุนไพรใเก็ได้การใส่นม หรือกะทิลงไปนั้น บางที่ก็นิยมใส่เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น มักจเรียกว่าต้มยำน้ำข้นต้มยำกุ้ง นั้น นิยมใส่มันกุ้งลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นกุ้งต้มยำหัวปลา มักจะไม่นิยมใส่นมถ้าเป็นต้มโคล้งจะใส่น้ำมะขามเปียกแทนน้ำมะนาว และจะใส่หอมแดงสดลงไปด้วย                                         ที่มาhttp://www.thaifooddb.com/

งานบ้าน

งานบ้าน
การเรียนรู้งานบ้าน  แล้วช่วยกันทำงานบ้าน  จะเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่  และช่วยทำให้บ้านของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น
1.  การทำความสะอาดเครื่องเรือน
เครื่องเรือนเป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ ในบ้าน  เครื่องเรือนมีหลายชนิด  เช่น  เก้าอี้นวมรับแขก  หรือโซฟา  ตู้ใส่ของ  ชั้นวางของ  โต๊ะและเก้าอี้
เราควรทำความสะอาดเครื่องเรือนอยู่เสมอ  เพื่อให้เครื่องเรือนสะอาดน่าใช้  และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น  ดังนี้
1)  ใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นตามตู้  โต๊ะ  เก้าอี้  และชั้นวางของ
2)  ใช้ไม้กวาดดอกหญ้ากวาดพื้นบ้านให้สะอาด
3)  ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ  เช็ดถูตามเครื่องเรือนให้ทั่ว  ถ้าเครื่องเรือนเป็นประเภทไม้ขัดเงา  ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดและขัดถูให้ขึ้นเงา  สำหรับการเช็ดชั้นวางของควรนำสิ่งของในชั้นออกก่อน  เมื่อเช็ดเสร็จแล้วจึงนำสิ่งของเข้ามาเก็บตามเดิม
2.  การล้างแก้ว
1)  เก็บแก้วน้ำที่ใช้แล้วมารวมกัน  เทน้ำในแก้วออก  ผสมน้ำยาล้างจานผสมน้ำถูภายในและภายนอกแก้วและขอบแก้วให้สะอาด
2)  นำแก้วมาล้างน้ำสะอาดจนหมดกลิ่น  และคราบน้ำยาล้างจาน
3)  คว่ำแก้วที่ล้างเสร็จแล้วบนถาดเพื่อผึ่งให้แห้ง  หรืออาจใช้ผ้าสะอาดเช็ดจนแห้ง  จากนั้นเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
3.  การล้างจานชาม
1)  เก็บรวบรวมจานชามที่ใช้แล้วมารวมกัน  กวาดเศษอาหารลงในถังขยะ  จากนั้นนำจานชามไปล้างน้ำเปล่า 1 ครั้ง  เพื่อล้างเศษอาหารและคราบไขมันออกก่อน
2)  ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำน้ำในกะละมังพอสมควร  แล้วใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาล้างจานผสมน้ำถูจานชามให้ทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้สะอาด
3)  นำจานชามมาล้างน้ำสะอาดจนไม่มีคราบมันติดอยู่
4)  นำจานชามที่ล้างแล้วไปวางเรียงหรือคว่ำบนตะแกรงเพื่อผึ่งให้แห้ง  แล้วนำไปเก็บในตู้ให้เรียบร้อย
เกร็ดน่ารู้คู่บ้าน
การล้างเศษอาหารและคราบไขมันออกจาภาชนะ  ควรใช้น้ำอุ่นล้าง  เพราะจะทำให้คราบไขมันหลุดออกและสลายไปได้ดีดกว่าใช้น้ำเย็นล้าง
4.  การกรอกน้ำใส่ภาชนะ
          1)  วางขวดหรือภาชนะที่ใส่น้ำในกะละมัง  แล้วเสียบกรวยลงในขวด
          2)  เทน้ำผ่านกรวยลงในขวด  หรือภาชนะจนเกือบเต็ม
          3)  ปิดฝาขวดภาชนะให้แน่น  แล้วนำไปใส่ในตู้เย็น  หรือตั้งเรียงไว้ให้เป็นระเบียบ
               ภาชนะใส่น้ำ  เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะเกิดตะไคร่น้ำหรือคราบสกปรกเกาะ  จึงต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ  โดยการใช้แปรงล้างขวดจุ่มน้ำยาล้างจานที่ผสมกับน้ำแล้วถูภายในให้ทั่ว  หรือใส่ทรายลงในขวด  ปิดฝาขวดแล้วเขย่า  จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะอาด  วางผึ่งให้แห้ง

          นอกจากนี้  เรายังสามารถช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านอื่น ๆ ได้อีก  เช่น  ช่วยดูแลน้องขณะที่พ่อแม่ไม่ว่าง  โดยที่เราจะต้องไม่รังแกน้อง  และดูแลไม่ให้น้องไปในที่ที่อันตราย  เช่น  เล่นใกล้เตาไฟ  หรือปีนป่ายที่สูง  เป็นต้น  และเรายังสามารถช่วยซื้อของให้พ่อแม่ได้  โดยจดรายการของที่จะซื้อแล้วซื้อของให้ครบตามรายการ  จากนั้นตรวจนับเงินทอนให้เรียบร้อย

ชุดแต่งกายประจำชาติจีน

                                                             ชุดแต่งกายประจำชาติจีน                                                                                                                  กี่เพ้าหรือฉีเผา ตามสำเนียงจีนกลางนี้ มีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ซึ่งปกครองแบบ 8 แว่นแคว้นหรือปาฉี โดยผู้ปกครองชาวแมนจู คำว่า ฉีในปาฉีและคำว่า เผานั้นหมายถึงเสื้อผ้าชุดยาวตลอดลำตัว จึงเป็นที่มาของ ฉีเผานั่นเอง โดยได้รับความนิยมสูงสุดในรัชสมัย คังซีและ หยงเจิ้ง’ (ค.ศ.1662-1736) ยุครุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ชิง                 ซึ่งต่างจากสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ยุคก่อนหน้านั้น ที่แฟชั่นของหญิงชาวฮั่นซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของแผ่นดินจีน มักแยกเสื้อกับกระโปรงออกจากกัน อย่างไรก็ตาม ในยุคกลางราชวงศ์ชิง ชุดของสาวแมนจูกับสาวฮั่น ต่างก็เริ่มเลียนแบบซึ่งกันและกัน หลังปี ค.ศ.1840 วัฒนธรรมตะวันตกได้ค่อยๆ จู่โจมเข้าสู่แดนมังกรพร้อมกับยุคล่าอาณานิคม เมืองชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะเมืองสำคัญอย่าง เซี่ยงไฮ้’  ซึ่งมีชาวตะวันตกเข้าอยู่อาศัยปะปนกับชาวจีน จึงได้รับอิทธิพลตะวันตกก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่แฟชั่นการแต่งกายแบบฝรั่งที่ค่อยๆ แทรกซึม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง รูปแบบของชุดกี่เพ้าที่เราเห็นกันในปัจจุบัน จึงมีวิวัฒนาการจากชุดสตรีชาวแมนจู ที่ถูกสตรีชาวฮั่นนำไปประยุกต์ดัดแปลง ผสมผสานการดูดซับเอาวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายที่เน้นส่วนโค้งเว้าเข้ารูปแบบตะวันตก โดยจะมีลักษณะของแขน ปก ชาย การผ่าข้าง และความสั้นยาวเปลี่ยนไปตามความนิยมในแต่ละยุคสมัย                      ตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 จนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม(ค.ศ.1966-1976) ชุดกี่เพ้าก็ถูกตีตราว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมคร่ำครึทั้ง 4 (แนวคิด วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบเก่า) ที่สมควรถูกขจัดให้สิ้นแผ่นดินจีน              เมื่อผ่านพ้นยุคแห่งความขัดแย้งภายใน เข้าสู่ยุคเปิดประเทศ สังคมจีนเริ่มเปิดกว้างรับแนวคิดใหม่ๆ เสื้อผ้าที่เคยถูกบังคับให้ใช้ได้ไม่เกิน 3 สี คือ ดำ เทา และน้ำเงิน ก็ได้รับการปลดปล่อยให้มีอิสระเสรีทางสีสัน บรรดาสาวจีนจึงเริ่มสลัดชุดฟอร์มสมัยปฏิวัติ แล้วหยิบกี่เพ้าที่ถูกแช่เย็นไว้ราว 30 ปี มาปัดฝุ่นและแปลงโฉม แต่เนื่องจากปิดประเทศไปนาน ทำให้ชุดกี่เพ้าในช่วงทศวรรษที่ 80 ดูค่อนข้างจะเชยไปนิด   กระทั่งปลายปีค.ศ.2000 ‘ฮวายั่งเหนียนหัว’ (In the mood for love) ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมของผู้กำกับ หว่องการ์ไว (หวังเจียเว่ย) ออกฉายทั่วประเทศ ปลุกกระแสแฟชั่นชุดกี่เพ้าให้ตื่นขึ้นในแดนมังกรอีกครั้ง โดยเรื่องนี้ได้ออกแบบให้นางเอก จางมั่นอี้ว์ สวมชุดกี่เพ้าสุดคลาสสิกให้ผู้ชมได้ยลโฉมอย่างจุใจถึง    ช่วง 10 กว่าปีมานี้ ชุดกี่เพ้าถูกออกแบบให้ทันสมัย มีรูปลักษณ์ใหม่ๆ ให้เห็นตามเวทีแคทวอล์กอยู่เสมอ ตลอดจนจัดเป็นเครื่องแต่งกายพิธีการของชาติจีนที่ปรากฏในเวทีระดับศาสตร์แห่งศิลป์ของชุดกี่เพ้ายังมีความต่างกันระหว่างสไตล์นครเซี่ยงไฮ้กับกรุงปักกิ่ง โดยกี่เพ้าของเซี่ยงไฮ้จะได้รับอิทธิพลเสื้อผ้าแบบตะวันตกมากกว่า มีรูปแบบที่หลากหลาย ดูทันสมัยและคล่องแคล่ว ส่วนสไตล์ปักกิ่งนั้น จะดูเป็นทางการ และสุภาพเรียบร้อย  ทุกวันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า ช่างตัดเย็บชุดกี่เพ้าฝีมือเยี่ยมนั้นอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ขณะที่มีหลายเสียงลงความเห็นว่า หุ่นเนื้อนมไข่แบบสาวฝรั่ง ใส่ชุดกี่เพ้ายังไงก็ไม่มีเสน่ห์เท่าสาวจีนและสาวเอเชีย!    นับวันการแต่งกายที่เน้นสรีระแบบตะวันตกก็เข้ามามีอิทธิพลต่อเสื้อผ้าชาวจีนมากขึ้น ค.ศ.1933-1934 แฟชั่นผ่าข้างชุดกี่เพ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงระดับน่อง และรัดรูปเข้าเอวมากขึ้น
# ในปีถัดมา ค.ศ.1935 สาวจีนนิยมกี่เพ้าที่ยาวคลุมเท้ามิดชิด ซึ่งถูกเรียกว่า กี่เพ้ารุ่นกวาดพื้น (เส่าตี้ฉีเผา)แต่กลับผ่าข้างต่ำลงมาอยู่ใต้หัวเข่า# วิวัฒนาการของชุดกี่เพ้าฉีกแนวโบราณอีกครั้งในปีค.ศ.1937 จากเดิมที่เป็นแบบกระดุมเปิดอกข้างขาวอย่างเดียว ก็เริ่มมีแบบกระดุมเปิดอกทั้งซ้ายขวา และส่วนแขนสั้นขึ้น คือจะยาวจากช่วงไหล่ลงมาเพียง 2 นิ้ว

ค.ศ.1938 ชุดกี่เพ้าในเซี่ยงไฮ้เริ่มนิยมคอปกที่สูงขึ้น ชายกระโปรงยาวคลุมถึงพื้น เน้นรัดรูป และแขนกุด ซึ่งช่วยเพิ่มความเซ็กซี่ให้กับชุดกี่เพ้า ชุดกี่เพ้ายุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรมมักจะตัดเย็บออกมาคล้ายรูปขวด โดยส่วนเอวจะคล้ายคอขวด สะโพกค่อนข้างหลวม ถือเป็นดีไซน์ โบราณผสม โมเดิร์นและมักใช้ผ้าที่มีลวดลายมาตัดเย็บ ที่มาhttp://www.l3nr.org/posts/420801



วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

้halloween day

Halloween
บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น!การเล่น trick or treat ตามบ้านคนส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืมิและแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุฉะนี้

ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี Halloween Costumes เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า "Trick or treat?" เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็ก ๆ ได้ขนมในที่สุด
  • ประวัติฮาโลวีน จากเว็บราชบัณฑิตยสถาน
  • จาก Scoop.Mthai

หน่วยแสดงผล

หน่วยส่งออกหรือแสดงผล

หน่วยแสดงผล คือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ผ่านการประมวลผล โดยจะแปลงผลลัพธ์จากสัญญาณไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เป็นต้น อุปกรณ์หน่วยแสดงผลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

        1. แสดงผลทางบนจอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์ในรูปตัวอักษร ตัวเลข ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้ในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ จอภาพอาจเรียกว่าหน่วยแสดงผลชั่วคราว จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด ได้แก่

                   1.1 จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube Monitor) เป็นจอภาพที่มีรูปร่างขนาด และเทคโนโลยีเดียวกับโทรทัศน์ กล่าวคือ เป็นเทคโนโลยีที่มีหลักการทำงานโดยการยิงลำแสงผ่านหลอดแก้ว แสดงผลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า หลอดรังสีแคโทด ซึ่งทำให้มีแสงมายังตากของผู้ใช้ค่อนข้างมาก
1.2 จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display Monitor) เป็นจอภาพแบบแบน และใช้เทคโนโลยีการเรืองแสงของผลึกเหลว หรือ liquid crystal จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าและแสงที่ส่องมายังตาผู้ใช้น้อย จึงทำให้ถนอมสายตาได้มากกว่าจอซีอาร์ที จอแอลซีดีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
                    1) จอทีเอฟที (TFT : Thin film Transistor) หรือแอคทีปเมทริกซ์ เป็นหน้าจอที่มีการตอบสนองต่อการแสดงผลที่ค่อนข้างไว ประมวลผลการทำงานได้รวดเร็ว ทำให้การแสดงผลมีความละเอียด สว่างและมีความคมชัดมาก มักจะนำไปใช้ในโน้ตบุ๊ก เครื่องพีดีเอ กล้องดิจิตอล เป็นต้น
2) จอพาสซีพเมทริกซ์ (passive matrix) เป็นจอภาพที่ให้ความสว่างและความคมชัดน้อยกว่าจอทีเอฟที มักจะนำไปใช้เป็นจอโทรศัพท์มือถือทั่วไป หรือจอของเครื่องพาล์มท็อบคอมพิวเตอร์ สีขาวดำ

1.3 จอพลาสมา (plasma monitor) เป็นจอภาพที่มีเทคโนโลยีที่ให้มุมมองจอภาพที่กว้างถึง 160 องศา มีความสว่างและคมชัดมากกว่าจอแอลซีดี สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ได้ดี จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์และกีฬาเป็นอย่างมาก

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีล่าสุด

เทคโนโลยีล่าสุด
ปัจจุบันนี้ เมื่อกล่าวถึงคอมพิวเตอร์เฉยๆ จะหมายถึง ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กัน

สาเหตุที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในปัจจุบัน คือ

คอมพิวเตอร์สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ไว้ในฐานข้อมูลและเรียกเพื่อนำมาใช้งานได้ทันที ตามความต้องการของผู้ใช้งาน
คอมพิวเตอร์สามารถนำข้อมูลที่เก็บไว้มาคำนวณทางสถิติ แยกประเภทจัดกลุ่มทำรายงานลักษณะต่างๆ ได้โดยระบบประมวลผล ที่มีความถูกต้อง
คอมพิวเตอร์สามารถส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
และตลอดเวลา
คอมพิวเตอร์สามารถจัดทำเอกสารต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยระบบประมวลคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบสำนักงานอัตโนมัติ สร้างความสะดวกและ

ประหยัดเวลาในการจัดทำเอกสารแต่ละชนิด

หน่วยแสดงผล

หน่วยแสดงผล
1. แสดงผลทางบนจอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์ในรูปตัวอักษร ตัวเลข ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้ในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ จอภาพอาจเรียกว่าหน่วยแสดงผลชั่วคราว จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด ได้แก่
1.1 จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube Monitor
1.2 จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display Monitor)                 
1) จอทีเอฟที (TFT : Thin film Tra
2) จอพาสซีพเมทริกซ์ (passive

 1.3 จอพลาสมา (plasma monitor)